การวางแผนภาษีเป็นกระบวนการที่สำคัญที่ช่วยให้ผู้มีเงินได้ทุกคนสามารถจัดการเงิน และลดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ของการวางแผนภาษีมีด้วยกันหลายประการ เช่น ช่วยประหยัดภาษีในแต่ละปีลงได้ ช่วยให้มีเงินเหลือเก็บสำหรับการออมและการลงทุนเพิ่มมากขึ้น สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงคือ การเลือกช่องทางการลดหย่อนภาษีที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น การซื้อประกันสุขภาพ ประกันชีวิต การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี 2567 เป็นต้น
สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีคืออะไร ทำไมผู้มีเงินได้ทุกคนไม่ควรพลาด
การเสียภาษีประจำปีเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ทำงานและมีรายได้ บุคคลผู้มีเงินได้ในประเทศไทยจึงมีหน้าที่ยื่นภาษี โดยอัตราการเสียภาษีจะแตกต่างกันไปตามฐานรายได้ของแต่ละคน ซึ่งโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยจะคิดแบบขั้นบันได คือ
1. รายได้ 1 – 150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี
2. รายได้ 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
3. รายได้ 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
4. รายได้ 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
5. รายได้ 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
6. รายได้ 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
7. รายได้ 2,000,001 – 5,000,000 บาท เสียภาษี 30%
8. รายได้ตั้งแต่ 5,000,001 บาท เสียภาษี 35%
ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี คือ ค่าลดหย่อนภาษีที่บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ในประเทศไทยสามารถนำมาขอลดหย่อนภาษีที่ต้องเสียในแต่ละปีภาษีได้ ดังนั้นผู้มีเงินได้ทุกคนจึงไม่ควรพลาดที่จะสำรวจข้อมูลทางด้านการเงินของตนเองเพื่อดูว่ามีรายการลดหย่อนภาษีอะไรได้บ้าง ยกตัวอย่างรายการลดหย่อนภาษี 2567 ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวทั้งของตนเองและครอบครัว ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการออม การลงทุนและประกันชีวิต ค่าลดหย่อนที่เกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาค เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี 2567 ที่ผู้มีเงินได้มีตัวเลือกในการลงทุนอย่างหลากหลาย
รู้หรือไม่ กองทุนลดหย่อนภาษี 2567 มีอะไรบ้าง
สำหรับใครก็ตามที่ต้องจ่ายภาษีในทุก ๆ ปี แต่อาจจะยังไม่ทราบว่าสามารถขอลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี 2567 กองใดได้บ้าง เราได้รวบรวมข้อมูลมาฝาก เพื่อให้ไม่พลาดทุกสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ
1. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF)
เป็นกองทุนที่ส่งเสริมให้ประชาชนออมเงินและลงทุนระยะยาวเพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ ผู้ลงทุนสามารถขอลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ โดยเมื่อรวมกับการการออมและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าต้องถือครองและลงทุนต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 ปี นับจากวันที่ลงทุน หรืออย่างน้อยปีเว้นปี จะขายคืนหน่วยลงทุนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ สามารถเลือกลงทุนได้ในสินทรัพย์ทุกประเภท และกองทุน RMF ไม่มีนโยบายการจ่ายปันผลให้กับนักลงทุน
2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund: PVD)
เป็นกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้ลูกจ้างมีหลักประกันในการออมเงินเพื่อการเกษียณอายุการทำงาน หรือกรณีลูกจ้างเกิดทุพพลภาพหรือมีเหตุให้ต้องออกจากงาน ลูกจ้างที่ส่งเงินสะสมใน PVD สามารถขอลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15% ของรายได้ โดยเมื่อรวมกับการออมและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
3. กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saving Funds: SSF)
เป็นกองทุนที่สนับสนุนให้ประชาชนมีช่องทางการลงทุนในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปี โดยผู้ลงทุนใน SSF สามารถขอลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับการออมและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
4. กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกกองทุนลดหย่อนภาษี 2567 ที่น่าสนใจ ผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุน Thai ESG ต้องถือครองกองทุน 8 ปีขึ้นไป นับจากวันที่เริ่มต้นลงทุน ไม่บังคับว่าต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ผู้ลงทุนสามารถขอลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ และไม่เกิน 100,000 บาท โดยไม่นับรวมกับการออมและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ
ตัวเลือกกองทุนลดหย่อนภาษี 2567 มีให้เลือกหลากหลาย ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องเสียภาษีในทุก ๆ ปี สามารถที่จะเลือกลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีที่ตนเองสนใจ ผู้มีเงินได้ทุกคนจึงไม่ควรพลาดโอกาสดี ๆ ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีที่จะได้จากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว